

ไอยะ = ดีใจ
IKKYO’s HELLO


ไอยะ = ดีใจ
เวลาของปี พ.ศ.2550 ได้จบลงไปแล้วเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำ ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2551 อันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ช่วงเวลาที่กำลังคาบเกี่ยวระหว่างการจบลงของปีเก่ากับการเริ่มต้นของปีใหม่ข้อความอวยพรมากมายแล่นฉิวอยู่ในอากาศ ถูกส่งออกจากโทรศัพท์เครื่องนึงไปยังอีกเครื่องนึงอย่างรีบเร่ง หลายคนใจจดจ่อกับคำอวยพรที่ได้รับและอีกหลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตาส่งไม่แพ้กัน ดูเหมือนการ์ดอวยพรไร้ความหมายไม่ทันเวลากับอารมณ์ในขณะนั้น
สวัสดีปีใหม่ ชาวโลก
วันนี้ตื่นเช้า และกำลังควานหาเพลงฟังในกล่องเก็บดนตรีตัวจิ๋ว ผมไม่รู้หรอกว่าควรฟังเพลงอะไรดีในเช้านี้ รู้แต่เพียงว่าอยากฟังเพลง..
ปรับเข้าโหมดสุ่มเพลง กดเพลย์เพื่อเล่น.. เสียงอินโทลกีต้าร์เริ่มปลุกเร้า เสียงร้องอันเหือดแห้งแผดออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ”l want in like a subsitute/l’ve been working awful hard for you/But you don’t say you just hold your breath/so l can’t touch what l haven’t yet..”
นี้คือ True Love Way ของ Kings Of Leon ขอประเดิมเพลงแรกของวันด้วยเพลง-ร็อคอเมริกันสไตล์
การเปิดเพลงฟังหลังลุกออกจากเตียงในตอนเช้า มันเกิดขึ้นมานาน นานจนรู้สึกชินไปแล้ว จำได้ว่าอาการแบบนี้มันเริ่มตั้งแต่ขณะที่เรียนมัธถยมปลาย และยังคงเป็นอยู่เมื่อมีโอกาส (ในขณะที่ผมสังเกตุบ้านระแวกใกล้เคียง ที่มักจะเงียบฉี่ไร้เสียงดนตรีใดๆในยามเช้า(ดีเหมือนกัน) ผมคิดเอาเองว่าตอนเช้าฟังเพลงแล้วมันแจ่มแฮะ เพราะว่ามันมีแต่เสียงของเพลงที่เปิดจริงๆ ไร้เสียงรบกวนใดๆ และอีกอย่าง ผมเองก็จมอยู่กับความเงียบมาตลอดทั้งคืนแล้ว เลยไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องเงียบต่อไปในยามเช้า
อันที่จริงในขณะที่เรากำลังนอนหลับสนิท การรับรู้และการประมวลผลต่างก็มีประสิทธิภาพลดลง และผมยังคิดอีกว่ามันคงเป็นช่วงพักเบรคหรือไม่ก็เป็นช่วงระเหยของความยุ่งเหยิ่ง ระเหยของสิ่งปลุกเร้าต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่ในหัวมาตั้งแต่เช้าให้ค่อยๆหมดไปที่ละเล็กที่ละน้อย ฉะนั้นการกระตุ้นครั้งแรกของวันด้วยเสียงดนตรี(ที่ชื่นชอบ) หลังจากตื่นนอนคงเป็นสิ่งรื่นรมย์สำหรับผม -ไม่รู้ว่าจริงรึป่าวเพราะว่าผมทึกทักเอาเอง
ปล.ถ้าจะให้ดีควรฟัง The Thrills-TEENAGER หรือไม่ก็ Belle And Sebastin-The Life Pursuit หลังจากตื่นนอน ผมว่ามันเวิคร์สุดแล้วละ
สวีเดนแต่พองาม
สวีเดน คือประเทศอันดับต้นๆเมื่อผมเกิดอารมณ์นึกอยากที่จะออกจากประเทศไทย (วาดฝัน) ผมเองไม่ได้รู้ลึกซึ้งหรือว่าเข้าใจประเทศนี้มากมาย เพียงแต่ผมเคยเสพความเป็นสวีเดนจากวิชาสังคม จากฟุตบอล จากเพลงพ็อพ จากภาพยนต์ และจากงานออกแบบหรือศิลปะที่เห็นได้จากนิตยาสารตามแผงหนังสือ
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ผมเข้าไปถ่วงเวลาที่ร้านหนังสือ ขณะรอพี่ชายเลือกซื้อแผ่นเกมส์ PS2 ก็ไปเจอ OOMฉบับLet’s go Sweden! เลยจัดมาซะหน่อย ความเป็นสวีเดนที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในเล่มทะลักทะล้นออกมาเมื่อได้เปิดอ่าน ไลเลียตัวหนังสือและภาพด้วยสายตาอย่างเพลิดเพลิน แต่ที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารูปภาพกลับกลายเป็นภาษาสวีเดนคำว่า “lagom” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “แต่พองาม” คืออย่าทำอะไรมากหรือน้อยเกินไป เช่น ยืนรอข้ามถนน ถ้ายังไฟแดงแต่ดูถ้วนถี่แล้วไม่มีรถแม้สักคัน ก็สามารถข้ามได้ ไม่ต้องยืนไว้อาลัยถนนว่างเปล่าเพราะมีไฟจราจรห้ามไว้ หรืออีกหนึ่งวลีที่ว่า “mellan lagom” มีความหมายเป็นไทยประมาณว่า “อยู่กลางๆอย่างพอดี” (คือแค่กลางๆยังไม่พอ ต้องกลางอย่างกลมกล่อมด้วย ประมาณว่าไม่รวยแบบตู้ทองเคลื่อนที่แล้วก็ไม่จนมากไป) มันดูช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่พี่ไทยกำลังอินกับความ “พอดี” ซะเหลือเกิน แต่ผมก็ชอบมันและยินดีที่จะอ่าแขนรับไปใช้อย่างเบิกบาน
คัดลอกบางส่วนจาก คุณ Anders Nord ,ผศ. พิม สุทธิคำ (อาจารย์พิม) และทั้งหมดอยู่ใน OOM ฉบับ Let’s go Sweden!
จัดการผลิตให้ได้มากที่สุด เพื่อ “คอมมิวนิสต์อันทรงเกียรติทุกคนควรจะได้มีกล้องนี้ไว้ในครอบครอง” (Everybody Respectable Communist should have a LOMO Kompackt Automat : LC-A of their own.)
ช่ายๆ ผมกำลังชอบ LOMO จริงๆ เรื่องมันเกิดจากผมเองเริ่มให้ความสนใจในการถ่ายภาพ โดยที่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า -จะต้องเป็นกล้องฟิล์มและต้องเป็นอะไรที่ไม่เป็นทางการนัก (เพราะถ้าหากเป็นทางการคงจะไม่ได้เรื่องเป็นแน่ และเมื่อนั้นมันคงไม่สนุกและก็เบื่อไปในที่สุด) หลังจากนั้นก็เริ่มมองหากล้อง จนไปสะดุดตากับภาพถ่ายที่เกิดจาก LOMO(โลโม) ทีแรกก็งง “โลโม คืออะไรวะ?” พอเริ่มอ่านข้อมูลก็เริ่มพอเข้าใจบ้างและเริ่มชอบทันทีในเวลาต่อมา เป็นกล้องฟิล์ม ถ่ายสนุก มีเสน่ห์ด้วยกฎทองสิบข้อ (10 GoldenRules)
๑.พกกล้องโลโมของคุณไปทุกที่
๒.ใช้มันตอนไหนก็ได้-ทั้งกลางวันและกลางคืน
๓.โลโมกราฟฟี่ไม่ใช่สิ่งสอดแทรก,แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ
๔.ถ่ายจากเอว
๕.เข้าใกล้วัตถุที่คุณต้องการโลโม-ให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้
๖.ไม่ต้องคิด
๗.ทำให้เร็ว
๘.คุณไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าว่าคุณจะถ่ายได้อะไรในฟิล์ม
๙.และคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้หลังจากการถ่ายเช่นกัน
๑o.ไม่ต้องไปสนใจกฎใดๆ ทั้งสิ้น
เริ่มจากข้อหนึ่ง สอง สามต่างมุ่งเน้นให้ใช้กล้องอยู่ตลอดทั้งกลางวัน-กลางคืน บนบก-ใต้น้ำ สามารถใช้มันได้ทุกทีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใช้บันทึกความทรงจำ ข้อสี่ถ่ายจากเอว เค้าว่ากันว่าเป็นการยืมคาร์แล็กเตอร์จากหนังคาวบอยที่เวลาดวลปืนจะใช้ท่ายิงจากเอวเพื่อชิงความไว นั้นละๆ แบบนั้นเลย สามารถถ่ายได้ในระดับเอวแบบไม่ต้องเล็ง เท่ห์ชะมัด ตามด้วยข้อห้า เข้าใกล้วัตถุที่ต้องการโลโมให้มาก สร้างความสัมพันธ์ไปพร้อมๆกัน ทุกอย่างจะออกมาเนียน กลมกลืนเป็นพวกเดียวกัน มาถึงข้อหกไม่ต้องคิด ที่ไม่ต้องคิดเพราะว่าทั้งหมดเกิดจากความชำนาญเป็นอย่างดี คุมกล้องได้หมด เป็นไปตามสัญชาติญาณ (ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด) ข้อเจ็ดทำให้ไวเพราะจังหวะที่ดีที่สุดมักจะมาแบบไม่คาดฝันอยู่เสมอ ให้ไวเข้าไว้ สแนปๆๆ ข้อแป็ดและข้อเก้า นี้คือความตื่นเต้นของการลุ้นจากการถ่ายภาพในแต่ละข้อไม่ว่าจะถ่ายระดับเอว หรือสแนปไวๆปานสายฟ้าฟาด มาถึงกฎทองคำข้อสุดท้าย ข้อสิบ (Don’t worry about any rules) ไม่ต้องสนใจกฎใดๆทั้งสิ้น โยนมันทิ้งไปซะ ถ่ายให้สนุกเข้าไว้และยิ้มกับภาพที่ได้ เป็นสิบข้อที่น่าสนใจเลยทีเดียว
Hello ikkyo.
เป็นครั้งแรกที่สนใจจะเขียนบล็อก และก็เป็นครั้งแรกที่หัดใช้งานที่นี้ อะไรๆก็ค่อนข้างยากนิดนึงอาจจะด้วยความไม่เคยชิน แต่จะลองพยายามใช้งานดู