
บ้านไม้ ใกล้สถานนีรถไฟแม่กลอง
IKKYO’s HELLO

บ้านไม้ ใกล้สถานนีรถไฟแม่กลอง


ทุ่งดอกทานตะวัน ~สระบุรี
เพิ่งไปดูมากับตา เหลืองอร่ามไกลปู้น
เค้าว่ากันว่าบางกอกเป็น”เวนิสตะวันออก” แต่การเคลื่อนที่ตามท้องถนนเป็นเรื่องที่สะดวกกว่าสำหรับคนกรุงหรือถ้าจะให้เข้ายุคเข้าสมัยต้องเคลื่อนที่ด้วยรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินนี้ละอินเทรนที่ซู้ดด
และเมื่อผมได้มีโอกาสเดินทางโดยเรือจึงตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย อาคารบ้านเรือนทรงสมัยเก่าๆมีให้เห็นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ตึกใหม่ทันสมัยก็ผุดขึ้นสูงลิบอยู่ไม่น้อย หากย้อนกลับไปไม่นานการเข้าชมภาพถ่ายขาวดำเก่าๆของสมาคมฝรั่งเศสทำเอาผมนึกถึงบางกอกยุคสมัยแรกด้วยเช่นกัน
smena8m +formapan EXPed
PO SOI DAO NATIONALPARK
เป็นช่วงวันหยุดยาวของสุดสัปดาห์ เพื่อไม่ให้เสียโอกาศที่หาได้ยากไป ผมเองจึงเลือกที่จะเดินทางไกล ตัดสินใจขึ้นภูสอยดาวที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วงกลางดึกของวันที่20ตุลา ผมและคนอื่นๆอีกสิบคน เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพิษณุโลก เพื่อต่อรถเข้าไป อ.ชาติตะการ ที่อุตรดิตถ์ เราถึงชาติตะการในเช้าของวันที่21ตุลา แวะเข้าตลาด กินมื้อเช้าและซื้อของอื่นๆที่จำเป็น จากนั้นก็จะมีรถมารับเพื่อขึ้นไปยังที่ทำการอุทยานอีกที
7กิโลกรัมคือน้ำหนักกระเป๋าของผมที่ต้องใช้บริการลูกหาบ (กิโลละ15บาท) ผมเองก็จะมีเพียงแค่เต็นท์ กล้องLC-A และ Cmena8m ที่จะต้องติดตัวอยู่ตลอดจนถึงยอดภู เวลาล่วงมาถึงสายๆ อากาศกำลังดี ได้เวลาตบเท้าออกสตารท์เดินเข้าป่า อากาศชุ่มชื่น ละอองน้ำ กลิ่นดิน เสียงน้ำตกและจักจั่น ตลบอบอวนไปทั่ว รอบๆมีแต่สีเขียว มีแต่ผู้มาเยือนเป็นสิ่งแปลกปลอมเท่านั้น ฝีเท้าและย่างก้าวค่อยๆช้าลงจนดูเป็นภาพสโลว์โมชั่น ถึงแม้อากาศจะสดชื่นแต่การหายใจกลับถี่ขึ้นราวกับว่าอากาศกำลังจะหมดไปจากโลกซะอย่างงั้น ครึ่งวันบ่ายของผมมีเพียงแค่เดิน นั่งพัก ถ่ายรูป เดิน นั่งพัก ถ่ายรูป เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่วิวข้างทางนะดิช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักทั้งไกลโพ้น สูง หรือแม้แต่ยอดหญ้าและใบไม้ที่ยื่นออกมาคล้ายกับว่าอยากจะทักทายกับเราผู้มาเยือน ผมเองไม่เคยใกล้ชิดและอยู่ท่ามกลางธรรมาชาติได้มากขนานนี้ เวลาผ่านมาถึงช่วงเย็น และแล้วก็มาถึงลานสนสำหรับกางเต็นท์จนได้ หลังจากมื้อเย็นผ่านไป ก็ได้เวลาเพิ่มความอบอุ่นด้วยการนั่งรอบกองไฟ ผมได้แต่นั่งเพ่งมองเปลวไฟอยู่อย่างนั้นและพลันนึกถึงเรื่องสั้นตอนทัศนียภาพกับเตารีด ของ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ที่ช่วงนึงได้เขียนไว้ว่า “มิยาเกะมีฝีมือเยี่ยมในการเอาเศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยและท่อนไม้ขนาดใหญ่มาเรียงสลับกัน จนกระทั่งกองไม้นั้นดูละม้ายคล้ายงานศิลปะสมัยใหม่ล้ำยุค เขาจะถอยหลังสองสามก้าวเพื่อสำรวจผลงานที่สร้างขึ้น แล้วจึงเดินกลับไปจัดชิ้นส่วนไม้บางชิ้น จากนั้นจะเดินวนไปฝั่งตรงข้ามเพื่อสำรวจอีกครั้ง เขาจะทำตามกระบวนการทั้งหมดนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเช่นทุกครั้ง ทั้งหมดที่ทำขึ้นก็เพื่อประกอบชิ้นส่วนของกองไม้ให้สามารถจุดไฟ เป็นกองเพลิงลุกโชนให้เห็นภายในสมองของเขา ดุจกับปะติมากรมองเห็นรูปปั้นซึ่งซุกซ่อนอยู่ในแท่งหินอ่อน ก่อนจะลงมือแกะสลัก” ผมเองชักเริ่มชอบกองไฟซะแล้วสิ
เราใช้เวลาอยู่ข้างบน 3วัน2คืน ไม่มีสัญาญาณโทรศัพท์ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกอย่างทำด้วยมือ อาหารกระป๋องสุดวิเศษ อากาศสดชื่น ดื่มน้ำจากลำธาร นั่งคุย นอนกลางวัน เดินเล่น ถ่ายรูป ก่อกองไฟ ดูดาว และซุกตัวในผ้านวม ขอบคุณทุกๆคน ขอบคุณมิตรภาพ
ไปเที่ยวบางปะอินกันน..!
การเดินทางของฤดูกาลเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วครับ ผมเองรู้สึกแบบนั้นในเช้าวันนี้ เมื่อวานโดดขึ้นรถทัวร์ไปถ่ายภาพที่พระราชวังบางประอิน โชคดีที่ฝนไม่ตกซะด้วย แต่ท้องฟ้าไม่มีสีฟ้าเหมือนชื่อเลยอ่า ส่วนผมเองก็ยังเดินหน้าถ่ายภาพ พกกล้องไปตั้งสองตัว( Cmena8M และ LC-A ) พะรุงพะรังน่าดู แต่ทำไงได้ มันถ่ายไม่หมดนี่หน่า ว่าแต่อาการตื่นเต้นโดยหวังจะให้ถึงพระราชวังบางปะอินเริ่มขึ้นทันทีเมื่อรถทัวร์ออกจากหมอชิตสอง ท่ารถที่99 ใช้เวลาสองชั่วโมงบนรถทัวร์ด้วยการหลับและฟังเพลงที่ผมเองได้เตรียมไว้แล้ว การเดินทางเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับ ไม่เป็นกังวลอย่างที่คิด ถึงนู้นก็เที่ยงตรง ได้เวลาทหารเดินเปลี่ยนเวร งานของผมก็เริ่มพร้อมกับพวกเค้าด้วยเช่นกัน สวยงามมากที่นั้น ทำเอาผมเดินเล่นไปมาตั้งสองรอบ นักท่องเที่ยวส่วนมากเป็นชาวญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ จนได้เวลาลากลับของผมก็สามโมงเย็น เดินถ่ายภาพสถานนีรถไฟบางปะอินเป็นที่ระลึกอีกนิดหน่อย ก็ได้เวลาล่องรถไฟกลับถึงกรุงเทพหกโมงเย็น ดีใจทุกอย่างไปได้สวย ค่ารถไฟยี่สิบบาทเองอะ(ถูกมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าเงินยี่สิบบาทจะพาผมกลับกรุงเทพได้)
ขอบใจคุณจี บอกว่าที่นั้นคือที่ไหน
ขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยครับ
ขอบคุณความเป็นมิตรของชาวบางปะอิน
ขอบคุณท้องฟ้าที่งดน้ำฝนให้หนึ่งวัน
ขอบคุณแม่ ที่ให้ยืมเงิน (งิงิ)
และขอบคุณพี่เคย์ ที่ขับรถไปส่งหมอชิตสอง