HAPPY NEW YEAR

มกราคม 4, 2008

Young Girl Eveing Day

เวลาของปี พ.ศ.2550 ได้จบลงไปแล้วเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำ ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2551 อันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ช่วงเวลาที่กำลังคาบเกี่ยวระหว่างการจบลงของปีเก่ากับการเริ่มต้นของปีใหม่ข้อความอวยพรมากมายแล่นฉิวอยู่ในอากาศ ถูกส่งออกจากโทรศัพท์เครื่องนึงไปยังอีกเครื่องนึงอย่างรีบเร่ง หลายคนใจจดจ่อกับคำอวยพรที่ได้รับและอีกหลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตาส่งไม่แพ้กัน ดูเหมือนการ์ดอวยพรไร้ความหมายไม่ทันเวลากับอารมณ์ในขณะนั้น

สวัสดีปีใหม่ ชาวโลก


กลางเดือนสุดท้ายของปี

ธันวาคม 16, 2007

วันนี้ตื่นเช้า และกำลังควานหาเพลงฟังในกล่องเก็บดนตรีตัวจิ๋ว ผมไม่รู้หรอกว่าควรฟังเพลงอะไรดีในเช้านี้ รู้แต่เพียงว่าอยากฟังเพลง..

ปรับเข้าโหมดสุ่มเพลง กดเพลย์เพื่อเล่น.. เสียงอินโทลกีต้าร์เริ่มปลุกเร้า เสียงร้องอันเหือดแห้งแผดออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ”l want in like a subsitute/l’ve been working awful hard for you/But you don’t say you just hold your breath/so l can’t touch what l haven’t yet..”

นี้คือ True Love Way ของ Kings Of Leon ขอประเดิมเพลงแรกของวันด้วยเพลง-ร็อคอเมริกันสไตล์

การเปิดเพลงฟังหลังลุกออกจากเตียงในตอนเช้า มันเกิดขึ้นมานาน นานจนรู้สึกชินไปแล้ว จำได้ว่าอาการแบบนี้มันเริ่มตั้งแต่ขณะที่เรียนมัธถยมปลาย และยังคงเป็นอยู่เมื่อมีโอกาส (ในขณะที่ผมสังเกตุบ้านระแวกใกล้เคียง ที่มักจะเงียบฉี่ไร้เสียงดนตรีใดๆในยามเช้า(ดีเหมือนกัน) ผมคิดเอาเองว่าตอนเช้าฟังเพลงแล้วมันแจ่มแฮะ เพราะว่ามันมีแต่เสียงของเพลงที่เปิดจริงๆ ไร้เสียงรบกวนใดๆ และอีกอย่าง ผมเองก็จมอยู่กับความเงียบมาตลอดทั้งคืนแล้ว เลยไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องเงียบต่อไปในยามเช้า  

อันที่จริงในขณะที่เรากำลังนอนหลับสนิท การรับรู้และการประมวลผลต่างก็มีประสิทธิภาพลดลง และผมยังคิดอีกว่ามันคงเป็นช่วงพักเบรคหรือไม่ก็เป็นช่วงระเหยของความยุ่งเหยิ่ง ระเหยของสิ่งปลุกเร้าต่างๆ ที่ยังคงค้างอยู่ในหัวมาตั้งแต่เช้าให้ค่อยๆหมดไปที่ละเล็กที่ละน้อย ฉะนั้นการกระตุ้นครั้งแรกของวันด้วยเสียงดนตรี(ที่ชื่นชอบ) หลังจากตื่นนอนคงเป็นสิ่งรื่นรมย์สำหรับผม -ไม่รู้ว่าจริงรึป่าวเพราะว่าผมทึกทักเอาเอง

ปล.ถ้าจะให้ดีควรฟัง The Thrills-TEENAGER หรือไม่ก็ Belle And Sebastin-The Life Pursuit หลังจากตื่นนอน ผมว่ามันเวิคร์สุดแล้วละ


Lagom’s Sweden

พฤศจิกายน 19, 2007

สวีเดนแต่พองาม 

สวีเดน คือประเทศอันดับต้นๆเมื่อผมเกิดอารมณ์นึกอยากที่จะออกจากประเทศไทย (วาดฝัน) ผมเองไม่ได้รู้ลึกซึ้งหรือว่าเข้าใจประเทศนี้มากมาย เพียงแต่ผมเคยเสพความเป็นสวีเดนจากวิชาสังคม จากฟุตบอล จากเพลงพ็อพ จากภาพยนต์ และจากงานออกแบบหรือศิลปะที่เห็นได้จากนิตยาสารตามแผงหนังสือ

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ผมเข้าไปถ่วงเวลาที่ร้านหนังสือ ขณะรอพี่ชายเลือกซื้อแผ่นเกมส์ PS2 ก็ไปเจอ OOMฉบับLet’s go Sweden! เลยจัดมาซะหน่อย ความเป็นสวีเดนที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในเล่มทะลักทะล้นออกมาเมื่อได้เปิดอ่าน ไลเลียตัวหนังสือและภาพด้วยสายตาอย่างเพลิดเพลิน แต่ที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารูปภาพกลับกลายเป็นภาษาสวีเดนคำว่า “lagom” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “แต่พองาม” คืออย่าทำอะไรมากหรือน้อยเกินไป เช่น ยืนรอข้ามถนน ถ้ายังไฟแดงแต่ดูถ้วนถี่แล้วไม่มีรถแม้สักคัน ก็สามารถข้ามได้ ไม่ต้องยืนไว้อาลัยถนนว่างเปล่าเพราะมีไฟจราจรห้ามไว้ หรืออีกหนึ่งวลีที่ว่า “mellan lagom” มีความหมายเป็นไทยประมาณว่า “อยู่กลางๆอย่างพอดี” (คือแค่กลางๆยังไม่พอ ต้องกลางอย่างกลมกล่อมด้วย ประมาณว่าไม่รวยแบบตู้ทองเคลื่อนที่แล้วก็ไม่จนมากไป) มันดูช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่พี่ไทยกำลังอินกับความ “พอดี” ซะเหลือเกิน แต่ผมก็ชอบมันและยินดีที่จะอ่าแขนรับไปใช้อย่างเบิกบาน

คัดลอกบางส่วนจาก คุณ Anders Nord ,ผศ. พิม สุทธิคำ (อาจารย์พิม) และทั้งหมดอยู่ใน OOM ฉบับ Let’s go Sweden!


ของฝากจากภูสอยดาว

พฤศจิกายน 17, 2007

วันนี้ว่างๆ เลยไปจัดการล้างฟิล์มที่เหลือให้เรียบร้อย และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นดั่งนี้ 

ภูสภ??ดาว 001ภูสภ??ดาวภูสภ??ดาวภูสภ??ดาว

ภูสภ??ดาวภูสภ??ดาวภูสภ??ดาวภูสภ??ดาว

ภูสภ??ดาวภูสภ??ดาวภูสภ??ดาวภูสภ??ดาว

มากมายก่ายกองได้อีก LomoHomes.


OverHead Night Club

พฤศจิกายน 17, 2007

OverHead Night Club

Jiro Endo และ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ร่วมกับSO:ON จัดคลับสุดเพี้ยนขึ้นมาล้อเลียนความขี้อายของวัยรุ่นไทย เมื่อบางครั้งความเขินอายกลายเป็นอุปสรรคต่อความสนุกสนาน พวกเค้าเลยจัดการแยกหัวออกจากตัวซะเลย โดยให้ผู้ชมโผล่หัวขึ้นมาเพื่อชมไนท์คลับ ส่วนอวัยวะที่เหลืออยากทำอะไรก็เชิญเพราะไม่มีใครเห็นอยู่แล้วนอกซะจากหัวที่ผุดขึ้นมาส่วนเดียวเท่านั้น

คลับสุดเพี้ยนจากงาน FAT


FAT FESTIVAL

พฤศจิกายน 16, 2007

Momokomotion DayTripper

วันที่10และ11 เป็นเวลาของ Fat Festival-เทศกาลดนตรี ทั้งหมด140กว่าวง แต่ที่มาคร์ไว้ในหัวเรียบร้อยแล้วแค่20วงเอง นานมากแล้วที่ไม่ได้ดูดนตรีส่วนมากจะได้แค่ฟังซะมากกว่า
วันแรก
ดั้นด่นไปงานจนได้ ทันพอดีDesktop Error เล่น จริงๆวงนี้เคยได้ดูพวกเค้าเล่นเพลงของRadiohead มาก่อนเลยตั้งใจมาดู ต่อด้วย ซามูไรลาว ที่ยกให้เป็นวงสุดเพี้ยนและกลับมาเวทีเดิมกับMomokomotion ได้คัฟเวอร์ all apologies-NIRVANA (ซูดดยอดมาก) แวบไปดูLullaby และย้อนกลับมาดู อรอรีย์ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยอดีตอีกครั้ง ยังเกาะติดเวทีเดิมกับDayTripper แต่ไม่จบเพราะเวลาไปชนกับ อพาร์ตเม้นต์คุณป้า ที่เวทีหลัก นี้คือวงเฮดไลท์ของวันนี้ร่วมกับวงFlure และก็เป็นไปดั่งที่คาดสองวงนี้เป็นสุดยอดการแสดงของวันแรก
วันสอง
เริ่มต้นกับวง The RichmanToy สุดห่ามและสุดเนียบกับBuddhistHoliday ต่อด้วย Armchair,สี่เต่าเธอ,พี่เล็ก สุรชัย ก่อนที่จะย้ายไปดูSlur ที่เวทีหลักแต่เวลาดันไปชนกับModrenDog กว่าจะจบจากSlur เหลือเวลาของModrenDog แค่ช่วงปลายๆ แล้วต่อด้วยDiva and Friend VS ตั้ม วิศุทธิ์,CyndiSuei และจบท้ายด้วย The PhotoStickerMachine VS StylishNonsense

ไม่พลาดที่จะพาCmena8m เข้างาน
และของฝาก เสื้อยืดแพนด้าเรคคอรด์+เพื่อนใหม่.. คุคุคุ


วัยรุ่น

ตุลาคม 28, 2007

 The Thrills-Teenager

The Thrills - TEENAGER

ทำเพลงได้กรุ่มกริ่มๆ มาก น่ารักเหลือเกิน ถ้าหากคุณกำลังตกหลุมรักใครสักคน หรือว่ากำลังอินเลิฟละก้อ ควรจะฟังเพลงของเค้าด้วยอย่างยิ่งเพราะจะทำให้โลกของคุณสดชื่นขึ้นไปอีก เป็นสีชมพูขึ้นไปอีกอย่างเหลือเชื่อ  

Conor Deasy ร้อง/ฮาโมนิก้า/กีต้าร์อะคูสติก  Daniel Ryan กีต้าร์/เบส/แมนโดลิน/แบนโจ  Kevin Horan เปียโน/ออแกน  Paradic McMahon กีต้าร์/เบส  Ben Carrigan กลอง


ไนท์พลาซ่า

ตุลาคม 28, 2007

พลุไฟฟ้า ร้านาหารญี่ปุ่น sneak shop

ก่อนกลับ 

ยังพอมีเวลาเหลือที่พี่จุ้ยจะพาเดินเล่นไนท์พลาซ่า-พิษณุโลก เลยได้ถ่ายรูปมาอีก3ใบ เดินไปมาเจอร้านขายรองเท้า เห็นแล้ววู้..อยากได้ Red Converse จังอ่า เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจ สาวๆน่ารักดีแหะ


ภูสอยดาว

ตุลาคม 27, 2007

ภูสภ??ดาว ภูสภ??ดาว ภูสภ??ดาว ภูสภ??ดาว-ลานสน

PO SOI DAO NATIONALPARK

เป็นช่วงวันหยุดยาวของสุดสัปดาห์ เพื่อไม่ให้เสียโอกาศที่หาได้ยากไป ผมเองจึงเลือกที่จะเดินทางไกล ตัดสินใจขึ้นภูสอยดาวที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ช่วงกลางดึกของวันที่20ตุลา ผมและคนอื่นๆอีกสิบคน เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปพิษณุโลก เพื่อต่อรถเข้าไป อ.ชาติตะการ ที่อุตรดิตถ์ เราถึงชาติตะการในเช้าของวันที่21ตุลา แวะเข้าตลาด กินมื้อเช้าและซื้อของอื่นๆที่จำเป็น จากนั้นก็จะมีรถมารับเพื่อขึ้นไปยังที่ทำการอุทยานอีกที

7กิโลกรัมคือน้ำหนักกระเป๋าของผมที่ต้องใช้บริการลูกหาบ (กิโลละ15บาท) ผมเองก็จะมีเพียงแค่เต็นท์ กล้องLC-A และ Cmena8m ที่จะต้องติดตัวอยู่ตลอดจนถึงยอดภู เวลาล่วงมาถึงสายๆ อากาศกำลังดี ได้เวลาตบเท้าออกสตารท์เดินเข้าป่า อากาศชุ่มชื่น ละอองน้ำ กลิ่นดิน เสียงน้ำตกและจักจั่น ตลบอบอวนไปทั่ว รอบๆมีแต่สีเขียว มีแต่ผู้มาเยือนเป็นสิ่งแปลกปลอมเท่านั้น  ฝีเท้าและย่างก้าวค่อยๆช้าลงจนดูเป็นภาพสโลว์โมชั่น ถึงแม้อากาศจะสดชื่นแต่การหายใจกลับถี่ขึ้นราวกับว่าอากาศกำลังจะหมดไปจากโลกซะอย่างงั้น ครึ่งวันบ่ายของผมมีเพียงแค่เดิน นั่งพัก ถ่ายรูป เดิน นั่งพัก ถ่ายรูป เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่วิวข้างทางนะดิช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักทั้งไกลโพ้น สูง หรือแม้แต่ยอดหญ้าและใบไม้ที่ยื่นออกมาคล้ายกับว่าอยากจะทักทายกับเราผู้มาเยือน ผมเองไม่เคยใกล้ชิดและอยู่ท่ามกลางธรรมาชาติได้มากขนานนี้ เวลาผ่านมาถึงช่วงเย็น และแล้วก็มาถึงลานสนสำหรับกางเต็นท์จนได้ หลังจากมื้อเย็นผ่านไป ก็ได้เวลาเพิ่มความอบอุ่นด้วยการนั่งรอบกองไฟ ผมได้แต่นั่งเพ่งมองเปลวไฟอยู่อย่างนั้นและพลันนึกถึงเรื่องสั้นตอนทัศนียภาพกับเตารีด ของ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ที่ช่วงนึงได้เขียนไว้ว่า “มิยาเกะมีฝีมือเยี่ยมในการเอาเศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยและท่อนไม้ขนาดใหญ่มาเรียงสลับกัน จนกระทั่งกองไม้นั้นดูละม้ายคล้ายงานศิลปะสมัยใหม่ล้ำยุค เขาจะถอยหลังสองสามก้าวเพื่อสำรวจผลงานที่สร้างขึ้น แล้วจึงเดินกลับไปจัดชิ้นส่วนไม้บางชิ้น จากนั้นจะเดินวนไปฝั่งตรงข้ามเพื่อสำรวจอีกครั้ง เขาจะทำตามกระบวนการทั้งหมดนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเช่นทุกครั้ง ทั้งหมดที่ทำขึ้นก็เพื่อประกอบชิ้นส่วนของกองไม้ให้สามารถจุดไฟ เป็นกองเพลิงลุกโชนให้เห็นภายในสมองของเขา ดุจกับปะติมากรมองเห็นรูปปั้นซึ่งซุกซ่อนอยู่ในแท่งหินอ่อน ก่อนจะลงมือแกะสลัก” ผมเองชักเริ่มชอบกองไฟซะแล้วสิ

เราใช้เวลาอยู่ข้างบน 3วัน2คืน ไม่มีสัญาญาณโทรศัพท์ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกอย่างทำด้วยมือ อาหารกระป๋องสุดวิเศษ อากาศสดชื่น ดื่มน้ำจากลำธาร นั่งคุย นอนกลางวัน เดินเล่น ถ่ายรูป ก่อกองไฟ ดูดาว และซุกตัวในผ้านวม ขอบคุณทุกๆคน ขอบคุณมิตรภาพ 


The Motorcycle Diaries.

ตุลาคม 13, 2007

 MotorcycleDiaries MotorcycleDiaries MotorcycleDiaries

“มัมไม่ใช่วีรกรรมของวีรบุรุษ แต่เป็นสองชีวิตที่เหมือนเส้นขนานในเวลานั้น สองชีวิตที่มีแรงบัลดาลใจและความฝันเหมือนกัน เออร์เนสโต เกวารา เดอร์ ลา เซอร์นา 1952″
The Motorcycle Diaries ว่าด้วยเพื่อนซี้สองคน ที่ตั้งใจจะท่องเที่ยวให้ทั่วละตินอเมริกาด้วยมอเตอร์ไซด์เพียงคันเดียว และหนึ่งในสองหนุ่มนั้นคือ เช เกวารา ที่หลายคนรู้จักเพียงผิวเผินจากลายสกรีนเสื้อหรือท้ายรถสิบล้อ
เช เกวารา คือใครกันแน่ หากจะเชื่อตาม FBI หรือ CIA แล้วละก็มันมีเพียงคำตอบเดียวว่า เช คือคอมมิวนิสต์ที่เป็นภัยต่อประเทศ ในความเป็นจริง เช เป็นนักเรียนแพทย์ที่มีอนาคตสดใส พ่อเป็นนักธุรกิจ เขามาจากครอบครัวที่มีฐานนะ แต่อะไรคือจุดเปลี่ยนจาก เช นักเรียนแพทย์ให้เป็นนักปฏิวัติ ที่เกลียดชังพวกทุนนิยมอย่างเข้าไส้
วอลเตอร์ แซลล์ ผู้กำกับ ได้เรียงร้อยเรื่องเล่าให้กลายเป็นภาพยนต์ได้อย่างสมจริง ถ่ายทอดชีวิตวัยรุ่นช่วงหนึ่งของ เออร์เนสโต เกวารา เดอ ลา เซอร์นากับเพื่อนซี้ปึ้กรุ่นพี่อย่าง อัลแบร์โต กรานาโด ระหว่างการเดินทางที่เริ่มจากความฝัน และความคะนองตามประสาวัยรุ่น แต่เมื่อยิ่งใกล้ถึงจุดหมายปลายทางเท่าไหร่ ความจริงของชีวิตก็เริ่มผุดให้เห็นเด่นชัดขึ้น เรื่องราวต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาให้เห็นอยู่ประปรายทั้งความสุข ความทุกข์ ความหิวโหย ความไม่ยุติธรรม ที่คนชั้นล่างต้องอดทนแบกรับ รวมถึงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่แนบแน่นของการเดินทางครั้งนี้